asyatv.net asyatv.net pdf kitap indir sex hikayeleri guncel blog
Home

ปี 2018 เทรนด์ Augmented Humanity มาแน่!

ปี 2018 เทรนด์ Augmented Humanity มาแน่! เมื่อคนฉลาดขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่เข้าใจมนุษย์



ปี 2018 เราจะเข้าสู่ยุคของ “Augmented Humanity” ที่คนมีความสามารถมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเทคโนโลยีที่ใส่ใจการติดต่อสื่อสารระหว่างคนกับคนได้เป็นธรรมชาติขึ้น เทคโนโลยีจะจัดการงานที่ซ้ำๆซากๆ คนจะได้ใช้เวลาไปกับการคิดสร้างสรรค์และเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ส่วนปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence หรือ AI)
ก็จะมาเสริมความฉลาดทางอารมณ์ของคน (Emotional Intelligence)
AI ยังทรงพลังมีความสามารถ แต่อย่างไรคนก็ยังได้เปรียบ AI ในเรื่องของความสามารถในการเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของคนด้วยกัน ทำให้มนุษย์จะมีความสามารถทำทุกอย่างได้ดีขึ้นโดยเฉพาะการสื่อสารระหว่างคนด้วยกันและเข้าสู่ยุค “Augmented Humanity”


รายงานจาก Isobar มองว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจะส่งเสริมความเป็นมนุนย์ คนจะใช้เสียงสั่งการเทคโนโลยีมากขึ้นและกลายเป็นวิธีหลักที่เราจะสื่อสารกันในโลกที่ร้านค้าต่างๆจำเราได้ ให้สิทธิพิเศษกับเราได้มากขึ้น ทำให้เราซื้อของกับซัพพลายเออร์ได้โดยตรง
ในอนาคตเทคโนโลยีจะทำงานร่วมกับและมนุษย์ ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกจากเอเจนซี่การตลาดดิจิทัลอย่าง Isobar ชี้ว่านี่คือ 5 เทรนด์หลักที่เห็นชัดขึ้นในปี 2018


1. Body Talk
ปาก หูและตาที่กลายเป็นตัวอินเตอร์เฟซ (Interface) สั่งงานเทคโนโลยีมากขึ้นแทนนิ้วมือที่สัมผัสหน้าจออยู่ตอนนี้ ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recignition) และเสียง (Smart Speaker) จะเป็นจุดเด่นมากกว่าตัวหน้าจอโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมค้าปลีก การทำ SEO และสร้างลูกเล่นให้กับแบรนด์
อุปกรณ์เทคโนโลยีสวมใส่จะกลายเป็นเรื่องปรกติ ปฎิกิริยาของร่างกายทุกอย่างจะกลายเป็นรหัสผ่าน เราจะได้เห็นการผสมผสานเทคโนโลยีระหว่าง Virtual Reality ที่จับความรู้สึกของคนได้ละเอียดขึ้น และ Augmented Reality เพิ่อสร้างประสบการณ์กลายเป็น Mixed Reality เริ่มจากบนสมาร์ทโฟนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
2. Powered by People
ลูกค้าแต่ละคนจะรวมพลังเป็นชุมชนผู้บริโภคและจะเติบโตเร็วขึ้นในยุคเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) แบรนด์จะเป็นอย่างไรจะไม่ได้มาจากปากของเจ้าของธุรกิจแต่จะมาจากลูกค้าในชุมชน ลูกค้าไว้ใจลูกค้าด้วยกันมากกว่าตัวธุรกิจเอง บล็อกเชน (Blockchain) ก็จะมีบทบาทในการสร้างชุมชนด้วย ทำให้โมเดลธุรกิจการเป็นสมาชิกได้รับความนิยมมากขึ้น ใครที่เป็นสมาชิกก็จะได้รับสิทธิพิเศษ
นอกจากนั้นเศรษฐกิจและความสัมพันธ์แบบ Peer-to-Peer จัดการการเช่าการยืมของกันก็เติบโตขึ้นเช่นกัน
3. The Economy of Me
พลังของ AI จะตอบโจทย์รายบุคคลได้ดีขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นตัวดีไซน์สินค้า ราคาแม้แต่สถานที่ที่มีสินค้า ข้อมูลออนไลน์มีบทบาทกับโลกออฟไลน์มากขึ้น ธุรกิจค้าปลีกก็ตื่นตัวเอา Machiene Learning มามีปฎิสัมพันธ์กับคนมากขึ้นเพื่อแนะนำสินค้าที่เหมาะสมเที่แตกต่างกันเฉพาะคนและให้บริการส่วนตัว และร้านก็สามารถกำหนดราคาก็ต่างกันในแต่ละช่วงของวันได้
ส่วนพนักงานในร้านค้าปลีก หาก AI เข้ามาก็ไม่ได้หมายความว่าต้องตกงาน AI สามารถทำงานที่ยากและน่าเบื่อซ้ำซากได้ เช่นการตอบคำถามลูกค้าออนไลน์ ส่วนงานไหนที่ต้องใช้อารมณ์ความรู้สึก ก็ให้พนักงานไปทำงานในจุดนั้น ตรงนี้แหละที่เป็นความท้าทายว่าอารมณ์แบบไหนที่ธุรกิจอยากให้ลูกค้ารู้สึกแต่ละช่วงของการซื้อของ
4. The Ethical Algorithm
อัลกอริธึ่มที่ส่งเสริมจรรยาบรรณจะมาท้าทายเทคโนโลยีในยุคของข่าวปลอมรวมถึงอคติต่อ AI ที่จะมาแย่งงาน คนจะถามหาสามัญสำนึกในตัวอัลกอริธึ่มมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือรถยนต์ไร้คนขับซึ่งตัวสมองกลอาจจะรวนถ้าเกิดให้เลือกระหว่างความปลอดภัยของคนขับกับความปลอดภัยของคนเดินถนน ทุกคนคาดหวังว่าหุ่นยนต์จะทำงานแบบไม่มีอคติกับคน แต่กลับตรงกันข้าม มันขึ้นอยู่ว่าเราป้อนข้อมูลหรือไปสอน AI ไว้ว่าอย่างไร หุ่นยนต์อาจเป็นแพะรับบาปและข้ออ้างที่คนจะใช้ชีวิตอย่างประมาทหรือทำเรื่องไม่ดีก็ได้
5. The Makers and the Machines
เราจะได้เห็นผลงานศิลปะใหม่ๆอย่างที่เราคาดไม่ถึงจากฝืมือระหว่างมนุษย์กะสมองกล นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Rutgers และฝ่ายวิจัย AI Facebook ได้ร่วมมือสอนให้ AI สร้างผลงานศิลปะที่เคยมีในประวิติศาสตร์ได้เอง จนแทบแยกกันไม่ออกว่าผลงานชิ้นไหนเป็นของจริง ชิ้นไหนเป็นของ AI ส่วนฝั่งของคนทำข่าว เดี่ยวนี้ AI สามารถเขียนบทความธรรมดาได้เองแล้ว อย่าง Wordsmith Software ที่อ้างว่าใช้ระบบอัตโนมัติพิมพ์ข่าวได้ถึง 1.5 พันล้านบทความในปี 2015
ในปี 2018 อารมณ์ความรู้สึกทุกจุดสัมผัสมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่ใช้เทคโนโลยีต้องไม่มานั่งถามว่า “เทคโนโลยีตัวนี้มันทำงานอย่างไร?” แต่ต้องใส่ใจอารมณ์ของตัวเองและหันมาถามว่า “ใช้เทคโนโลยีตัวนี้แล้วเรารู้สึกอย่างไร?”



ที่มา 

Web Design โดยบริษัท รับทำเว็บไซต์ A Time Design